สถานที่ท่องเที่ยวในลำปาง

สถานที่ท่องเที่ยวลำปาง

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวลำปาง

อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ชมเมืองบนรถม้า นับเวลาย้อนหลังไปช่วง 80 ปีที่แล้ว สมัยของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตซึ่งตรงกับสมัย รัชกาลที่ 5 การคมนาคมขนส่งทางรถยนต์ยังพัฒนา ไม่ถึงนครลำปาง รถม้าเป็นพาหนะชนิดเดียวที่ได้รับความนิยมในการเดินทางสูงสุดและสามารถใช้บรรทุกของหรือสินค้า รถม้าคันแรกได้ถูกซื้อมาจากกรุงเทพฯ ขณะนั้นทางกรุงเทพฯ มีรถยนต์ใช้มากขึ้น บทบาทของรถม้าลากในกรุงเทพฯจึงลดน้อยลง รถม้าจึงได้ถูกนำมาใช้ที่นครลำปาง และยังได้กระจายไปสู่เมืองหลั ของภาคต่างๆ ได้แก่ นครราชสีมาของอีสาน นครศรีธรรมราชของภาคใต้ นครเชียงใหม่ เมืองเชียงราย เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองแม่ฮ่องสอนของ ทางภาคเหนือ แต่ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ ผู้ประกอบการรถม้าในเมืองดังกล่าวจึงเลิกกิจการไป คงเหลือแต่เฉพาะจังหวัดลำปางแห่งเดียว ที่ยังคงใช้รถม้าอยู่ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้
ในสมัยหนึ่งรถม้ามีบทบาทอย่างมากในนครลำปาง มีรถม้าที่เรียกกันว่ารถม้าแท็กซี่ คอยรับผู้โดยสารจากสถานีรถไฟเข้าสู่ตัวเมืองนครลำปาง ทั้งไปรับพัสดุภัณฑ์จากสถานีรถไฟมาส่งที่ทำการไปรษณีย์ เป็นรถรับส่งนักเรียน ขนของให้พ่อค้าแม่ค้าเรื่อยไปจนถึงพาคนเจ็บไปโรงพยาบาล ทุกวันนี้มีรถม้าเหลืออยู่ไว้เพื่อการบริการนักท่องเที่ยว ทางจังหวัดได้จัดเส้นทางสำหรับรถม้าโดย เฉพาะเลาะเลียบแม่น้ำวัง โดยสมาคมรถม้าลำปาง กำหนดค่าโดยสารแน่นอนไว้ 3 อัตรา คือ รอบเมืองเล็ก 150 บาท รอบเมืองใหญ่ 200 บาท หรือเช่าชั่วโมงละ 300 บาท คิวจอดรถม้าอยู่ที่หน้าศาลากลางหลังเก่า บริการระหว่างเวลา 06.00-16.00 น. ส่วนบริเวณหน้าโรงแรมทิพย์ช้างลำปาง โรงแรมเวียงลคอร และโรงแรมลำปางเวียงทอง บริการระหว่างเวลา 06.00-23.00 น.
เส้นทางรอบเมืองเล็ก ขึ้นที่ศาลากลางเก่ารถจะเลี้ยวซ้ายตรงสามแยกเข้าถนนทิพย์ช้าง สองฟากถนนมีร้านค้าที่เป็นตึกแถวเก่าๆ ให้ชมก่อนจะเลี้ยวซ้าย ที่สามแยกการไฟฟ้าฯจะเห็นแม่น้ำวังไหลขนานไปกับถนนทางด้านขวา ผ่านห้าแยกหอนาฬิกา ซึ่งเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของเมือง นักท่องเที่ยวมัก ถ่ายภาพคู่กับรถม้า เป็นที่ระลึกกันที่จุดนี้ จากนั้นรถม้าจะพาเข้าถนนบุญวาทย์อันเป็นย่านใจกลางธุรกิจการค้า ตึกแถวสองฟากเป็นสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ และมาสิ้นสุดตรงจุดเดิม ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
เส้นทางรอบเมืองใหญ่ ขึ้นที่ศาลากลางเก่า เป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางรถม้ารอบเมืองเล็กไปจนถึงสามแยกการไฟฟ้าฯ แต่ไม่เลี้ยวซ้าย ไปหอนาฬิกาจะตรงไปตามถนนวังขวาเลียบแม่น้ำวัง ผ่านบ้านไม้เก่าชื่อบ้านบะเก่าทางด้านซ้ายมือ ผ่านสวนสาธารณะ เขลางค์นคร เลี้ยวซ้ายข้างสวนมาผ่านย่านตลาดอัศวินซึ่งเป็นแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนที่คึกคักบนถนนท่าคร่าวน้อย ผ่านห้าแยกหอนาฬิกาเข้าถนนบุญวาทย์ สิ้นสุดทางที่จุดเดิม ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีหากเช่าเป็นชั่วโมง นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเส้นทางชมเมืองได้ตามความต้องการ เช่น ข้ามแม่น้ำวังบนสะพานรัษฎาภิเศก ชมบ้านเสานัก ชมวัดต่างๆ และนมัสการหลวงพ่อเกษม เขมโกอีกเส้นทางหนึ่งคือชมย่านตลาดจีนบนถนนตลาดเก่า ซึ่งเป็นถนนเศรษฐกิจในอดีตที่ยังคงสภาพอาคารตึกแถวแบบโบราณไว้ทั้งสองฟาก บ้านเก่าหลายหลังมีลวดลายไม้ฉลุที่งดงาม ชมสถานีรถไฟที่เป็น อาคารแบบโบราณ แวะถ่ายภาพที่ห้าแยกหอนาฬิกาและอาจแวะซื้อผลิตภัณฑ์เซรามิคบริเวณหน้าโรงเรียนเทศบาล 4 ที่อยู่ใกล้ๆ กับหอนาฬิกา ซึ่งมีให้เลือกหลายร้านหากสนใจแหล่งทำรถม้า มีหลายหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งรวมรถม้าและคนขับรถม้า เช่นบ้านวังหม้อ บ้านท่าคราวน้อย บ้านศรีบุญเรือง บ้านนาก่วมเหนือ และบ้านนาก่วมใต้ อำเภอเมืองศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดลำปางด้านตะวันตกเฉียงใต้ หลักเมืองทำด้วยไม้สัก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยหลักที่หนึ่งสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2400 หลักที่สอง พ.ศ. 2416 และหลักที่สาม พ.ศ. 2429 ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 เมื่อสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้น ได้นำหลักเมืองมาไว้ที่บริเวณหน้าศาลากลาง และได้มีการสร้างมณฑปครอบหลักเมืองทั้งสามในปี พ.ศ. 2511 เปิดทุกวันเวลา 06.00-18.00 น.
พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ประดิษฐานอยู่ในมณฑปทรงไทยแบบจตุรมุขซึ่งตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดลำปาง พระพุทธรูปสร้างด้วย โลหะผสมรมดำ ทั้งองค์ ปางสมาธิ ชาวบ้านเรียก “หลวงพ่อดำ” จัดสร้างโดยกรมการรักษาดินแดนเมื่อปี พ.ศ. 2511 มี 4 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานไว้ 4 ทิศของประเทศ โดยทางทิศเหนือได้นำมาประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดลำปาง นับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ปิดทองเกือบทั้งองค์โดยสาธุชนที่มานมัสการ
สถานีรถไฟนครลำปาง สถานีแห่งนี้เปิดรับขบวนรถไฟโดยสารครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2459 ซึ่งตรงกับวันปีใหม่ไทยในยุคนั้น สมัยนั้นมีเจ้ากรมรถไฟเป็นวิศวกรชาวเยอรมัน เมื่อแรกเริ่มมีรถไฟสายเหนือ สถานีรถไฟนครลำปางคือจุดสิ้นสุดของเส้นทาง สถานีนี้ตั้งอยู่สุดถนนสุเรนทร์ บริเวณสี่แยกบ้านสบตุ๋ย อันเป็นจุดเชื่อมต่อกับถนนสามสายแรกในภาคเหนือของประเทศไทย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลง พื้นที่นาบริเวณชานเมืองมาเป็นพื้นที่เมืองอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความเจริญที่เพิ่มทวีมากขึ้น เมื่อมีการพัฒนาเส้นทางรถไฟด้วยการขุดเจาะอุโมงค์ขุนตาลผ่านภูเขาและไปถึงนครเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2464 นครลำปางจึงเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้า จากกรุงเทพฯไปยังภาคเหนือ และลำเลียงสินค้าที่จำเป็นจากภาคเหนือมายังกรุงเทพฯ ส่งผลให้ย่านการค้า สบตุ๋ยแห่งนี้มีการความเจริญอย่างมาก อาคารโบราณเหล่านี้ยังคงหลงเหลือเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่คงรายละเอียดของความสวยงามไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปางโดยแท้
วัดศรีรองเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านท่าคร่าวน้อย ตำบลสบตุ๋ย ในเขตเทศบาลเมืองด้านทิศตะวันตก เป็นวัดพม่าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยคหบดีที่ร่ำรวยจากการทำไม้สมัยที่ลำปางเป็นศูนย์กลางการค้าขายและการทำป่าไม้ สถาปัตยกรรมที่สำคัญได้แก่ วิหารไม้ซึ่งมีหลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย มียอดแหลม 9 ยอด แบบศิลปะพม่า เพดานเป็นลายไม้แกะสลัก และเสากลมใหญ่จำหลักลวดลายประดับด้วยกระจกสี ฝีมือประณีต วิจิตรสวยงาม
วัดศรีชุม เป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 31 วัด สร้างในปี พ.ศ. 2433 โดยคหบดีพม่าชื่อ อูโย ซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทำงานป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้นจึงต้องการทำบุญโดยสร้างวัดศรีชุมขึ้นในเขตตำบลสวนดอก จุดเด่นของวัดนี้เดิมอยู่ที่ พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ที่มีศิลปะการตกแต่งแบบล้านนาและพม่า หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลมแกะสลักเป็นลวดลายสวยงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าได้เกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหารทั้งหลัง เมื่อตอนเช้าตรู่ของวันที่ 16 มกราคม 2535 คงเหลือเพียงไม้แกะสลักตรงซุ้มประตูทางขึ้นวิหารเท่านั้น เป็นลวดลายพรรณพฤกษาฉลุโปร่ง ปัจจุบันวัดได้รับการบูรณะขึ้นใหม่และยังมีชิ้นส่วนเครื่องประดับอาคารที่ถูกไฟไหม้ไปจัดแสดงไว้ด้านหลังวิหาร วัดศรีชุมได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2524 การเดินทาง วัดศรีชุมตั้งอยู่ที่ ถนนศรีชุม-แม่วะ ตำบลศรีชุม จากถนนพหลโยธินเมื่อถึงโรงเรียน บุญวาทย์วิทยาลัยแล้ว เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้าถนนศรีชุมไปประมาณ 100 เมตร จะพบทางเข้าวัดอยู่ทางด้านขวามือ
วัดป่าฝาง หรือ วัดศาสนโชติการาม ตั้งอยู่ที่ ถนนสนามบิน ตำบลหัวเวียง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวพม่าที่มาประกอบอาชีพการป่าไม้ในจังหวัดลำปาง งดงามด้วยพระเจดีย์ใหญ่สีทองสุกปลั่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากพม่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 2449 วิหารเป็นเรือนไม้ทั้งหลังขนาดใหญ่ หลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆ แบบพม่า และพระอุโบสถขนาดเล็กหลังคาเครื่องไม้แบบพม่า มีลวดลายเครือเถาปูนปั้นเหนือประตูสวยงาม วัดนี้มีพระสงฆ์พม่าจากเมืองมัณฑะเลย์มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่เสมอ
วัดไชยมงคล ตั้งอยู่ที่ถนนสนามบิน ตำบลหัวเวียง เยื้องกับวัดป่าฝางมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วัดจองคา พุทธสถานที่เด่นของวัดคือ วิหารเป็น ตัวอาคารเป็นตึกสีขาว หลังคาเครื่องไม้แบบพม่า หน้าบันประดับกระจกเป็นรูปเทวดา เสาประดับด้วยลวดโลหะสีทองขดเป็นลายเครือเถา ประดับกระจกสีสวยงาม ม่านและระเบียงโดยรอบทำด้วยแผ่นไม้ฉลุฝีมือประณีต ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด มีลักษณะงดงามสร้างจากเมือง มัณฑะเลย์ สหภาพพม่า
พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ตั้งอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง ถนนฉัตรไชย รวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้านการเงินการธนาคาร อาคารพิพิธภัณฑ์นี้ในอดีต เคยเป็นบริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด สาขาลำปาง สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้คัดเลือกให้อาคารนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2540 ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทยขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานอันเอื้อประโยชน์ในการเผยแพร่ความรู้ประวัติการก่อกำเนิดธนาคารตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และชั้นล่างได้จัดแสดงสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ในธนาคารในยุคเริ่มก่อตั้ง อาทิเช่น สมุดบัญชีเงินฝาก เคาน์เตอร์ธนาคาร และเครื่องพิมพ์บัญชี ชั้นบนเป็นห้องพักของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชสมัยเป็นผู้จัดการสาขาที่นี่ ผู้สนใจต้องเข้าชมเป็นหมู่คณะโดยติดต่อที่ โทร. 0 5422 5062, 0 5421 7064, 0 5421 7251
ชุมชนท่ามะโอ ตั้งอยู่ทางฝั่งเหนือของสะพานข้ามแม่น้ำวัง บริเวณสะพานเขลางค์ ถนนราษฎร์พัฒนา เป็นชุมชนเก่าแก่ของเมือง มีมาตั้งแต่สมัยที่ชาวพม่าเข้ามาทำการค้าไม้สักกับชาวอังกฤษในจังหวัดลำปาง ในช่วงเวลานั้นได้สร้างบ้านเรือนมากมาย บ้านหลังหนึ่งในจำนวนนั้น คือ บ้านเสานัก
บ้านเสานัก เลขที่ 86 ถนนป่าไม้ เป็นบ้านไม้ที่มีเสาไม้สักมากถึง 116 ต้น จึงเรียกว่าบ้านเสานัก (ตามภาษาพื้นเมือง “นัก” มีความหมายว่า “มาก”) สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2438 โดยหม่องจันโอง ต้นตระกูลจันทร วิโรจน์ ลักษณะศิลปะพม่าผสมล้านนา ประกอบด้วยเรือนใหญ่ ซึ่งเป็นเรือนหมู่ มีเสาไม้สักรองรับน้ำหนักบ้านถึง 116 ต้น หน้าบ้านมีต้นสารภี อายุ 133 ปี แต่เดิมบ้านเสานักเป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมบ้านและของสะสมต่างๆ และใช้เป็นสถานที่จัดขันโตกและงานพิธีมงคล ให้เข้าชมได้ทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น.ค่าเข้าชมพร้อมเครื่องดื่ม 30 บาท สอบถามได้ที่ โทร. 0 5422 7653, 0 5422 4636
สะพานรัษฎาภิเศก หรือ สะพานขาว ตั้งอยู่ที่ถนนรัษฎา เจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ที่ตั้งชื่อจากพิธีเฉลิมฉลองรัษฎาภิเศก สมัยรัชกาลที่ 5 สะพานรัษฎาเป็นสะพานร่วมสมัยกับยุคอารยธรรมรถไฟมีอายุผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว และรอดพ้นจากการโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรมาได้ด้วยการทาสีพรางตา และด้วยการอ้างว่าสะพานแห่งนี้ไม่มีประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของนางลูซี สคาร์ลิง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวิชชานารี ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกองทัพสัมพันธมิตรในขณะนั้น เป็นสะพานไม้เสริมเหล็กที่ชำรุดผุพัง จึงมีการก่อสร้างใหม่เมื่อเดือนมีนาคม 2460 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความคงทนมากกว่าสะพานรุ่นเดียวกันที่ไม่เหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน ที่บริเวณสะพานมีเครื่องหมายไก่ขาว และครุฑหลวงประดับไว้ตรงหัวสะพาน
ตลาดรัษฎา หรือตลาดหัวขัว อยู่ตีนสะพานรัษฎา เป็นตลาดเช้าที่คึกคักและใหญ่ที่สุดในลำปาง ติดตลาดกันแต่เช้ามืดจนถึงเก้าโมงเช้า มีของขายมากมายทั้งกับข้าวพื้นเมือง ขนมพื้นบ้าน ผลไม้ ของสดตามฤดูกาล เช่น ผักแปลกๆ แมลง เห็ด รวมทั้งของฝากไม่ว่าจะเป็นไส้อั่ว ข้าวแต๋น แคบหมู หมูยอ ตอนเย็นจะมีร้านมาขายบ้าง ส่วนใหญ่เป็นขนม และกับข้าวสำเร็จรูป
ถนนตลาดเก่า หรือ ถนนตลาดจีน เดิมที่มีชื่อเรียกเช่นนี้เพราะเป็นย่านการค้าของคนจีนยุคแรกๆ ที่มาทำการค้าบริเวณท่าน้ำวัง ในยุคต่อมาเมื่อชาวพม่าเข้ามาทำการค้าไม้ร่วมกับฝรั่ง จึงได้รับอิทธิพลจากศิลปะการสร้างอาคารแบบยุโรป หากเดินทอดน่องไปตามถนนสายนี้ เราจะได้เห็นอาคารโบราณตลอดจนร้านค้า ที่เป็นอาคารไม้และอาคารตึกปนไม้ ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่สองข้างทาง
วัดประตูป่อง ตั้งอยู่ที่ ถนนป่าไม้ ตำบลเวียงเหนือ เจดีย์วิหารสร้างเมื่อ พ.ศ. 2409 โดยเจ้าญาณรังษี ผู้ครองนครลำปาง โบสถ์เป็นฝีมือช่างสิบสองปันนา มีลายจีนผสม วัดนี้มีสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ ประตูเมืองโบราณ (ประตูป่อง) มีซากหอรบสมัยพระยากาวิละครองนครลำปาง เป็นปราการต่อสู้ทัพพม่าครั้งสำคัญ เมื่อ พ.ศ.2330 ในฝั่งเมืองด้านเหนือนี้เป็นที่ตั้งค่ายพม่าที่ยกพลมาล้อมเมือง ห่างจากที่ตั้งเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ตั้งอยู่ที่ ถนนสุชาดา ตำบลเวียงเหนือ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ปี เหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้ได้พบแก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่า หมากเต้า) และนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป แต่ต่อมาจึงได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวงจนถึงปัจจุบัน
ปูชนียสถานที่สำคัญในวัดพระแก้วดอนเต้า ได้แก่ องค์พระบรมธาตุดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า วิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีอายุเก่าแก่พอๆ กับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมี วิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารพระเจ้าทองทิพย์สร้างโดยพระนางจามเทวี อายุกว่า 1,000 ปี เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทองทิพย์ศิลปะสมัยเชียงแสน มณฑปหรือพญาธาตุศิลปะแบบพม่า วิหารลายคำสุชาดารามฝีมือช่างเชียงแสน ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง โดยมีลวดลายทองประดับตามส่วนต่างๆ งดงาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน และยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนาอันเป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัตถุแบบล้านนา เช่นสัตตภัณฑ์ เครื่องถ้วยกระเบื้อง พระพุทธรูป เป็นต้น
การเดินทาง ข้ามสะพานรัษฎาภิเษกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระแก้วประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นยอดพระธาตุเป็นจุดสังเกต
สถานปฏิบัติธรรม-มณฑป หลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์ ตั้งอยู่ชานเมืองลำปาง ตามทางสายลำปาง-แจ้ห่มประมาณ 1 กิโลเมตร ไปเส้นทางเดียวกับวัดเจดีย์ซาวหลัง แต่ถึงก่อนประมาณ 500 เมตร เมื่อไปถึงจะพบรูปปั้นหลวงพ่อเกษมขนาดใหญ่ที่สังเกตเห็นได้จากถนน ภายในบริเวณมีมณฑปลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเกษม เขมโก เกจิอาจารย์ซึ่งมีผู้เคารพนับถือเป็นจำนวนมาก นั่งขัดสมาธิขนาดเท่ารูปจริง เพื่อให้ประชาชนเคารพสักการะ และบริเวณหน้ามณฑปมีสถานที่เช่าพระเครื่อง ส่วนกุฏิของหลวงพ่อเกษมอยู่ด้านข้างมณฑป
วัดเจดีย์ซาว ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นธงชัย ห่างจากตัวเมือง 1.5 กิโลเมตร ตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม คำว่า “ซาว” แปลว่า ยี่สิบ คำว่า “หลัง” แปลว่า องค์ ฉะนั้น วัดเจดีย์ซาวหลัง จึงแปลได้ว่าวัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ จากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัย หริภุญไชยที่องค์พระเจดีย์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าวัดนี้สร้างมานานกว่าพันปี
จุดเด่นของวัดคือ องค์พระธาตุเจดีย์ซาว ที่มีศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่า เชื่อกันว่าหากใครนับได้ครบ 20 องค์ถือว่าเป็นคนมีบุญ ข้างหมู่พระเจดีย์มีวิหารหลังเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน ชาวบ้านเรียกว่า “พระพุทธรูปทันใจ” พระอุโบสถหลังใหญ่ซึ่งประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะงดงาม บานประตูทั้งสามเป็นของโบราณ เขียนลวดลายรดน้ำละเอียดสวยงาม เสาซุ้มประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจกสีเป็นลักษณะศิลปะสมัยใหม่ และที่ศาลาการเปรียญเรือนไม้ชั้นเดียว ด้านหลังพระอุโบสถเป็นพิพิธภัณฑสถานเขลางค์นครแสดงโบราณวัตถุที่ชาวบ้านนำมาถวาย เมื่อปี พ.ศ. 2526 ชาวบ้านได้ขุดพบพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์หนัก 100 บาทสองสลึง มามอบให้แก่ทางวัดซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ชื่อว่า “พระแสนแซ่ทองคำ” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปทองคำองค์แรกที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุแห่งชาติ
วัดม่อนพระยาแช่ ตั้งอยู่ที่ ตำบลพิชัย บนเส้นทางสายลำปาง-งาว จากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 1 และเลี้ยวขวาตรงหลักกิโลเมตรที่ 605 ประมาณ 5 กิโลเมตร มีพระเจดีย์ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของจังหวัดลำปางได้อย่างชัดเจน ทางวัดได้พัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและร่วมกับสำนักงานป่าไม้เขตลำปางจัดให้เป็นวนอุทยานม่อนพระยาแช่ เลยวัดขึ้นไปจนถึงที่ตั้งที่ทำการวนอุทยานเป็นจุดชมวิว และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางอุทยานได้จัดให้มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำห้วยโจ้ และสามารถพักแรมได้ แต่ต้องไปเป็นหมู่คณะ โดยติดต่อล่วงหน้าที่ โทร. 0 5422 6828
วัดพระธาตุเสด็จ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางลำปาง-งาว ประมาณ 19 กิโลเมตร แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 617 เข้าไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร วัดพระธาตุเสด็จเป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง มีตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวี อุโบสถและวิหารต่างๆ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดแต่ยังคงสภาพศิลปะโบราณให้เห็นได้อยู่จนปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานของชาติแล้ว
พุทธสถานที่สำคัญคือ องค์พระธาตุเสด็จ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเจดีย์แบบล้านนา ลักษณะคล้ายพระธาตุลำปางหลวงแต่องค์เล็กกว่า นอกจากนี้ยังมีวิหารใหญ่ เรียกว่า “วิหารกลาง” ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางลีลาองค์ใหญ่มีพุทธลักษณะงดงามนามว่า “หลวงพ่อห้ามญาติ” วิหารหลวง เรียกว่า “วิหารจามเทวี” ประดิษฐานพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน และวิหารพระพุทธมีพระพุทธรูปชื่อ “พระเจ้าดำองค์อ้วน” เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย
เขื่อนกิ่วลม อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 38 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายลำปาง-งาว โดยแยกซ้ายตรงหลักกิโลเมตรที่ 623-624 เข้าไปอีก 14 กิโลเมตร เขื่อนกิ่วลมอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท แต่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน บริเวณเหนือเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การล่องเรือหรือแพ เพราะมีทัศนียภาพสวยงาม การล่องแพใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน มีสถานที่น่าสนใจ เช่น แหลมชาวเขื่อน ผาเกี๋ยง ผางาม ทะเลสาบสบพุ หมู่บ้านชาวประมงบ้านสา ฯลฯ ติดต่อบริการล่องแพได้ที่บริเวณเขื่อน
หน่วยงานราชการสามารถเข้าพักที่บ้านพักรับรองของกรมชลประทาน โดยมีหนังสือแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน รายละเอียด โทร. 0 5433 4393, 0 5422 3772 บริเวณสโมสรมีสนามกอล์ฟ 18 หลุมซึ่งเปิดบริการแก่บุคคลภายนอกเช่นกัน โทร. 0 5425 5195
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปหากต้องการพักค้างคืนสามารถทำได้สองลักษณะ คือ
1. ล่องแพไปพักที่แพชาวเขื่อน-กิ่วลมรีสอร์ท ซึ่งมีที่พักเป็นบังกะโลตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบ โทร. 0 5433 4393, 0 5422 3772 ต่อ 120 (ค่าเช่าเรือทั้งวัน 2,000 บาท จุได้ 10 คน)
2. ล่องแพและค้างคืนบนแพวังแก้ว ซึ่งเป็นแพติดเครื่องยนต์ หรือค้างคืนที่วังแก้วรีสอร์ท ติดต่อได้ที่ โทร. 0 5422 3733
สวนสาธารณะหนองกระทิง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อแฮ้ว จากตัวเมืองข้ามลำน้ำวังไปตามเส้นทางสายลำปาง - ห้างฉัตร ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ใกล้ตัวเมือง ชาวลำปางนิยมมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ว่ายน้ำ เล่นเรือถีบ และมีสวนหย่อมสำหรับพักผ่อน มีร้านอาหารและเครื่องดื่มบริการหลายแห่ง
ชมรมรักษ์สมุนไพรลำปาง นำสมุนไพรมาทำเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่าย มีสมุนไพรกว่า 150 ขนาน ผลิตและบรรจุเอง รวมทั้งสินค้าปลอดสารพิษ มีบริการอบไอน้ำสมุนไพร นวดแผนไทย ขัดผิวด้วยสมุนไพร สามารถชมขั้นตอนการผลิตได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 08.00-20.00 น. โทร. 0 5435 0787, 0 5431 3128 หรือ website : http://www.herblpg.com หรือ http://สมุนไพรลำปาง.คอม
การเดินทาง ตั้งอยู่ถนนคันเหมือง ตำบลบ่อแฮ้ว ไปตามทางหลวงหมายเลข 1030 (ลำปาง-ห้างฉัตร) ประมาณ กม.ที่ 4 เลี้ยวเข้าซอยโรงเรียนเขลางค์นคร ประมาณ 200 เมตร

อำเภอเกาะคา
วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย เป็นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมายได้แก่
พระธาตุลำปางหลวง เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีฉลู ด้วยเริ่มสร้างในปีฉลูและเสร็จในปีฉลู เช่นกัน ฐานเป็นบัวลูกแก้ว ส่วนองค์เป็นทรงกลมแบบล้านนาภายนอก บุด้วยทองจังโก ยอดฉัตรทำด้วยทองคำ มีลายสลักดุนเป็นลวดลายประจำยามแบบต่างๆ ลักษณะเจดีย์แบบนี้ได้ส่งอิทธิพลให้พระธาตุหริภุญไชย และพระบรมธาตุจอมทอง ภายในองค์พระเจดีย์บรรจุพระเกศา และพระ อัฐิธาตุจากพระนลาฎข้างขวา พระศอด้านหน้าและด้านหลัง ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระธาตุมีรูกระสุนปืนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหายศปรากฏอยู่
วิหารหลวง วิหารขนาดใหญ่ที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2019 โดยเจ้าหมื่นคำเป๊ก ภายในมีซุ้มปราสาททองเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ด้านหลังเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้า ทันใจ บนแผงไม้คอสองมีภาพจิตรกรรมเก่าแก่งดงามเรื่องทศชาติและพรหมจักร
วิหารพระพุทธ ไม่ปรากฏว่าสร้างเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี เดิมเป็นวิหารเปิดโล่งหน้าบันเป็นลายดอกไม้ติดกระจกสี ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่เต็มอาคาร ก่ออิฐถือปูน ศิลปะเชียงแสน และยังปรากฏเงาพระธาตุภายในวิหารอีกด้วย
วิหารน้ำแต้ม หรือวิหารภาพเขียนสี (“แต้ม” แปลว่า ภาพเขียน) สร้างเมื่อ พ.ศ.2044 เป็นวิหารเปิดโล่งที่เก่าแก่ที่สุดอีกหลังหนึ่งทางภาคเหนือ ภายในเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม ไม่มีฝ้าเพดาน กำแพงด้านพระประธานเขียนภาพลายทองบนพื้นรักแดง มีภาพจิตรกรรมศิลปะล้านนาบนแผงไม้คอสองที่กล่าวกันว่าเก่าแก่ที่สุด และหลงเหลือเพียงแห่งเดียวในเมืองไทย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ลงมา แต่ปัจจุบันภาพเขียนลบเลือนไปมาก และประดิษฐานพระพุทธรูปสัมริดปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1.25 เมตร สูง 1.25 เมตร
ซุ้มพระบาท สร้างครอบพระพุทธบาทไว้ ฐานก่อขึ้นเป็นชั้นคล้ายฐานเจดีย์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 1992 ภายในมองเห็นแสงหักเหปรากฏเป็นเงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับ แต่มีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น
กุฏิพระแก้ว เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 400 ปีมาแล้ว
วิหารพระเจ้าศิลา เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าศิลาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงละโว้ เมื่อ พ.ศ. 1275 พระบิดาของพระนางจามเทวีมอบให้ประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้
พิพิธภัณฑ์ รวบรวมศิลปวัตถุจากที่ต่างๆ ที่หาชมได้ยาก เช่นสังเค็ด ธรรมาสน์ คานหาบ ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น
นอกจากนี้วัดพระธาตุลำปางหลวงยังเป็นที่ประดิษฐาน “พระแก้วดอนเต้า” (พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะล้านนาสลักด้วยหยกสีเขียว ทุกปีจะมีงานนมัสการพระแก้วดอนเต้าในวันเพ็ญเดือน 12 นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุลำปางหลวงได้ระหว่างเวลา 07.30-17.00 น.
การเดินทาง วัดพระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่ที่ ตำบลลำปางหลวง ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 18 กิโลเมตร ตามทางหลวงสายลำปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยวเข้าไปจนถึงที่ว่าการอำเภอเกาะคา จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงทางแยกเข้าอีก 1 กิโลเมตร
หากเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสามารถใช้บริการรถสองแถวสีฟ้าที่ถนนรอบเวียงใกล้ตลาดออมสิน
วัดเสลารัตนปัพพตาราม (วัดไหล่หินหลวงแก้วช้างยืน) ตั้งอยู่ที่ ตำบลไหล่หิน มีพระวิหารเก่าแก่ฝีมือช่างเชียงตุงเป็นศิลปะแบบล้านนาไทย ประดับลวดลายงดงามทั้งหลัง โดยเฉพาะส่วนหน้าบัน และซุ้มประตูที่มีการก่ออิฐถือปูนประดับรูปปั้นสัตว์ศิลปะล้านนาแท้ ภายในวิหารนอกจากจะมีพระประธานแล้วยังมี รูปปั้นพระมหาเกสระปัญโญภิกขุขนาดเท่าตัวจริงซึ่งปั้นด้วยฝีมือของท่านเอง พระเจดีย์ของวัดไหล่หินก่อสร้างแบบศิลปะล้านนาที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คันทวยที่โรงธรรมเป็นแบบล้านนา คือเป็นรูปคล้ายแผ่นไม้สามเหลี่ยมขนาดใหญ่แล้วฉลุลายให้โปร่งลอยตัว มีแบบแปลกๆ กันออกไป เช่นรูปนาค รูปหนุมาน รูปลายเครือเถา
หอพิพิธภัณฑ์โบราณล้านนาวัดไหล่หิน เป็นที่เก็บหอพระแก้ว ซุ้มพระพิมพ์ อาวุธโบราณ และที่โรงธรรมมีใบลานเก่าแก่ของล้านนาไทยมีอายุเกินกว่า 500 ปี จาร(การใช้เหล็กแหลมเขียน)เป็นภาษาบาลีด้วยอักษรไตเหนือ
การเดินทาง จากที่ว่าการอำเภอเกาะคาเข้าทางเดียวกับวัดพระธาตุลำปางหลวง 1 กิโลเมตร และแยกซ้าย 6 กิโลเมตร
วัดพระธาตุจอมปิง ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 บ้านจอมปิง ตำบลนาแก้ว การเดินทางนั้นใช้เส้นทางเดียวกันกับวัดพระธาตุลำปางหลวง แต่แยกซ้ายตรงที่ว่าการอำเภอไปอีก 17 กิโลเมตร วัดพระธาตุจอมปิงเป็นวัดโบราณ ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนาไทย วัดนี้มีความมหัศจรรย์ของการเกิดเงาสะท้อนเป็นภาพสีธรรมชาติขององค์พระธาตุ ผ่านรูเล็กบนหน้าต่างมาปรากฏบนพื้นภายในพระอุโบสถตลอดเวลาที่มีแสงสว่างทั้งกลางวันและกลางคืน และทางวัดยังจัดที่สำหรับแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ที่ขุดพบในบริเวณนี้ด้วย

อำเภอห้างฉัตร
วัดปงยางคก มีวิหารพระแม่เจ้าจามเทวีซึ่งเป็นวิหารไม้เก่าแก่ ภายในประดิษฐาน มณฑปปราสาทเก่าที่มีตำนานสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี เมื่อ พ.ศ. 1253
การเดินทาง จากอำเภอเมืองเข้าสู่ถนนสายห้างฉัตร-เกาะคา ประมาณ 5 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายไปประมาณ 100 เมตร
ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย และ สวนป่าทุ่งเกวียน อยู่ในความดูแลของฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) แต่เดิม ออป. มีศูนย์ฝึกลูกช้างซึ่งเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย อยู่ที่บ้านปางหละ อำเภองาว โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นสถานที่เลี้ยงและฝึกลูกช้างเพื่อให้เชื่อฟังคำสั่งและมีความชำนาญในการทำไม้ขณะที่แม่ช้างไปทำงานในป่า และเนื่องจากมีนโยบายปิดป่าซึ่งทำให้ช้างต้องว่างงาน ศูนย์ฝึกลูกช้างจึงถูกปรับมาเป็นสถานที่ดูแลช้างแก่และเจ็บ
ออป.จึงได้ก่อตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2535 และจัดกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวขึ้น ได้แก่ การแสดงของช้าง มีบริการนั่งช้างรอบบริเวณซึ่งเป็นสวนป่า บริการอาหารเครื่องดื่มและร้านขายของที่ระลึก การแสดงช้างมี 2 รอบในวันธรรมดา คือ 10.00 และ 11.00 สำหรับวันเสาร์, อาทิตย์ และ วันนักขัตฤกษ์ เพิ่มรอบ 13.30 น. มีการอาบน้ำช้างก่อนเวลาแสดง คือ 09.45 น.สำหรับวันธรรมดา และเวลา 13.15 น.ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ส่วนช้างแท็กซี่ หรือบริการนั่งช้างชมธรรมชาติรอบๆ ศูนย์ฯ มีทุกวันในเวลา 08.00-15.30 น. นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการได้หลายเส้นทาง
ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (tourism awards) ประเภทรางวัลดีเด่นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ปี พ.ศ.2541 ปัจจุบันที่ศูนย์ฯมีโครงการโรงเรียนฝึกควาญช้าง เพื่อฝึกควาญหรือผู้ที่ประสงค์จะเป็นควาญให้สามารถดูแลช้างได้อย่างถูกต้อง มีชาวต่างชาติให้ความสนใจมาสมัครเป็นนักเรียนกันหลายคนและกิจกรรมใหม่ล่าสุดที่ศูนย์ฯจัดขึ้นคือ โฮมสเตย์ (Homestay) นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ เรียนรู้วิถีชีวิตที่ผูกพันระหว่างช้างกับคนเลี้ยงช้างอย่างใกล้ชิด เป็นรายการ 3วัน 2คืน ครั้งละไม่เกิน 18 คน คนละ 3,000 บาท โดยรวมค่าอาหาร ที่พัก บ้านพักโฮมสเตย์มีทั้งหมด 3 หลัง ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ในศูนย์ ติดต่อที่ โทร. 0 5422 8034, 0 5422 9042 website: thaielephant.com
นอกจากเรื่องท่องเที่ยวแล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจ คือการใช้พลังงานภายในศูนย์นั้นได้มาจากพลังงานทดแทนในโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ จากก๊าซชีวภาพจากมูลช้างเพื่อนำไปใช้ในการหุงต้ม และไฟฟ้าผลิตด้วยเซลล์แสงอาทิตย์
สวนป่าทุ่งเกวียน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวลำปาง มีป่าสนเมืองหนาว และพันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ใบที่มีสีสันสวยงาม อีกทั้งไม้จำพวกตะบองเพชร และปาล์ม ตลอดจนพืชสมุนไพรต่างๆ นักท่องเที่ยวสามารถแค้มปิ้งที่นี่ได้ ช่วงที่สวยที่สุดเหมาะแก่การพักแรมคือเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกบัวตองกำลังบาน เนื่องจากจังหวัดลำปางมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะจึงมีอากาศที่ร้อนกว่าแม่ฮ่องสอน ดอกบัวตองที่ลำปางจึงบานเร็วกว่าที่ดอยแม่อูคอประมาณ 15 วัน ประมาณเดือนตุลาคมมีการจัดกิจกรรมทุ่งเกวียนเมาเท่นไบค์ (mountain bike) และเดือนธันวาคมของทุกปี จะมีการจัดงาน “ดอกไม้บานวันพบช้าง” รายละเอียดติดต่อ โทร. 0 5422 3127
การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองลำปาง 24 กิโลเมตร ริมทางหลวงหมายเลข 11 (สายลำปาง-ลำพูน) บริเวณกิโลเมตรที่ 28-29 หากโดยสารรถประจำทาง ขึ้นรถจากสถานีขนส่งลำปาง สายเชียงใหม่มาลงที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย
อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เป็นเทือกเขากั้นเขตแดนระหว่างจังหวัดลำพูนที่อำเภอแม่ทาและจังหวัดลำปางที่อำเภอห้างฉัตรและอยู่กึ่งกลางเส้นทางคมนาคมทางรถไฟ ระหว่างลำปาง-ลำพูน ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2518 มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 159,556 ไร่ ดอยขุนตาลประกอบด้วยป่าไม้หลายลักษณะ มีทั้ง ป่าดงดิบ และป่าสน มี 4 ยอดเขา จากเชิงดอยถึงยอดสูงสุดต้องเดินเท้าประมาณ 7 กิโลเมตร
สภาพป่าของดอยขุนตาล แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามระดับความสูงของพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเล
1. ที่ความสูงระดับต่ำ (325-850 เมตร) แต่เดิมบริเวณนี้เป็นป่าสัก ปัจจุบันประกอบด้วย ป่าเสื่อมโทรมที่มีไผ่ผสมกับไม้ผลัดใบ
2. ที่ระดับความสูงปานกลาง (850-1,000 เมตร) เป็นบริเวณที่ต่อเนื่องระหว่างป่าผลัดใบระดับต่ำกับป่าดิบสน เกิดเป็นป่าที่ผสมระหว่างป่าดิบกับป่าผลัดใบ โดยพบทั้งสนสองใบ และสนสามใบ
3. ความสูงระดับยอดเขา (1,000-1,373 เมตร) ป่าบริเวณนี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นส่วนใหญ่ และมีสนสามใบปะปนด้วย
สถานที่ท่องเที่ยวและที่พักบริเวณดอยขุนตาล
อุโมงค์ขุนตาล มีวิศวกรช่างเยอรมันมาสำรวจการเจาะอุโมงค์ซึ่งเป็นหินแกรนิต เมื่อปี พ.ศ. 2450 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และเสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ.2461 นับเป็นการเปิดเส้นทางคมนาคมสู่ภาคเหนือที่สำคัญครั้งหนึ่งของไทยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีการเจาะอุโมงค์นี้เป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งจนเกิดอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิตบ่อยครั้ง คนงานที่มาเป็นกรรมกรรับจ้างขุดเจาะอุโมงค์ส่วนมากจะเป็นชาวอีสานและคนพื้นเมือง อุโมงค์นี้ขุดทะลุภูเขาบริเวณใจกลางอุทยานฯระหว่างจังหวัดลำปางและลำพูน เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวทั้งสิ้น 1,352 เมตร รถไฟใช้เวลาวิ่งผ่านอุโมงค์นี้เป็นเวลากว่า 5 นาที ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2450 ถัดจากอุโมงค์รถไฟไปทางที่ทำการอุทยานฯ ราว 1,000 เมตร มีพลับพลารัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จฯมาดอยขุนตาล
ย. 1 ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ราว 1,100 เมตร ในอดีต “ย” ย่อมาจาก จุดยุทธศาสตร์ และเรียกกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทยสร้างบ้านพัก ย.1 เมื่อ พ.ศ. 2460 เคยเป็นที่ประทับพักแรมของกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ครั้งเสด็จมาเป็นแม่งานในการก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาล ปัจจุบันบ้านพักของการรถไฟที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว มีทั้งหมด 3 หลัง โดยต้องไปจองด้วยตัวเองที่แผนกท่องเที่ยวสถานีรถไฟหัวลำโพง ในเวลาราชการ สอบถามรายละเอียดที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2225 6964
ย. 2 ตั้งอยู่ห่างจาก ย. 1 ประมาณ 800 เมตร พื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ทหารไทย หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีซื้อพื้นที่ดังกล่าวและสร้างบ้านพัก ทำสวน เมื่อไปถึงจะเห็นสวนลิ้นจี่และต้นไม้เมืองหนาว เช่น ลูกแพร์ ลูกพลับและทุ่งสน บริเวณ ย. 2 มีเรือนพักรับรอง 6 หลัง ผู้สนใจติดต่อจองบ้านพักได้ที่กรมป่าไม้ โทร. 0 2579 7223 และ 0 2579 5734
ย. 3 อยู่ถัดจาก ย. 2 ขึ้นไปประมาณ 3,600 เมตร หลังจากสร้างทางรถไฟเสร็จเรียบร้อยแล้วคณะมิชชั่นนารีอเมริกันคริสตจักรได้มาสร้างบ้านพักในบริเวณนี้และมาพักผ่อนทุกเดือนเมษายนของทุกปี ลักษณะที่พักเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ มีทั้งหมด 8 หลัง พร้อมด้วยอุปกรณ์ทำครัว เนื่องจากไม่มีร้านอาหารบริการ ต้องนำอาหารขึ้นไปเอง ปัจจุบันบ้านพักดังกล่าวอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยพายัพ ราคา 70 บาท/คน/คืน ติดต่อจองบ้านพักได้ที่ คณะกรรมการขุนตาล วิทยาลัยภาคพายัพ โทร. 0 5324 1255 ในวันและเวลาราชการ นอกจากนี้บริเวณ ย.3 ยังมีน้ำตกตาดเหมยที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปเที่ยวได้จาก บ้านพัก
ย. 4 อยู่ถัดจาก ย. 3 ขึ้นไปอีกราว 1,500 เมตร เป็นยอดสูงที่สุดของดอยแห่งนี้ แม้ระยะจะไม่ไกลกันนักแต่เป็นช่วงที่ชันมาก จุด ย.4 นี้เป็นที่ส่องกล้องซึ่งเรียกว่าม่อนส่องกล้องทำให้เห็นตัวจังหวัดลำปาง จากยอดดอยสามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้เป็นมุมกว้าง ส่วนมากมักนิยมไปเฝ้าชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าซึ่งมีความสวยงามน่าประทับใจ
การเดินทาง
- โดยรถไฟ เป็นทางที่สะดวกที่สุด สายเหนือลงที่สถานีรถไฟขุนตาลแล้วเดินเท้าขึ้นที่ทำการอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร
- ทางรถยนต์ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าสู่อุทยานฯ ดอยขุนตาลระหว่างระหว่างกิโลเมตรที่ 46 และ 47 ซึ่งเป็นถนนลาดยางระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ต่อจากนั้นเป็นถนนลูกรังอีกประมาณ 8 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร บางช่วงชันมากควรใช้รถสภาพดี
สอบถามรายละเอียดได้ที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา ลำพูน 51140 โทร. 0 5351 9216

อำเภอแม่เมาะ
เหมืองลิกไนต์ อยู่ในเขตอำเภอแม่เมาะ ไปตามถนนสายลำปาง-เด่นชัย (แพร่) เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้นแยกซ้ายเข้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร สามารถเช่ารถสองแถวซึ่งจอดอยู่บริเวณตลาดบริบูรณ์ในตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที
“ลิกไนต์” เป็นถ่านหินประเภทหนึ่งที่มีการค้นพบในบริเวณนี้เมื่อปี พ.ศ. 2460 มีปริมาณถึง 630 ล้านตัน และมีอายุประมาณ 40 ล้านปี พื้นที่เหมืองทั้งหมดเป็นของกรมป่าไม้ มีประมาณ 20,000 ไร่ สามารถใช้ได้อีกประมาณ 50 ปี บริเวณเหมืองมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินชนิดนี้เป็นเชื้อเพลิงตั้งอยู่หลายโรง ถึงแม้นักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปบริเวณขุดเจาะถ่านหินเพราะมีอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ใช้ทำเหมือง แต่ กฟผ.ได้จัดทำจุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นสวนหย่อม ตกแต่งปลูกไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ ณ จุดนี้ ซึ่งสามารถมองเห็นการทำงานของรถขุดตักแร่ซึ่งอยู่ห่างออกไปเบื้องล่างได้เป็นมุมกว้าง
ในบริเวณเหมืองมีบ้านพักรับรองของกฟผ. สนามกอล์ฟ และสโมสร สอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โทร. 0 5425 2730-1, 0 5425 2724
อำเภอแจ้ห่ม
วัดอักโขชัยคีรี ตั้งอยู่บนเนินเขาริมถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม (ทางหลวงหมายเลข 1035) บริเวณกิโลเมตรที่ 50-51 ด้านซ้ายมือ มีทางขึ้น 2 ทางคือ ทางเดินขึ้นบันไดด้านหน้าหรือขับรถขึ้นทางถนนด้านหลัง โบสถ์และเจดีย์เป็นแบบล้านนาอยู่ใกล้เคียงกัน ที่วัดนี้มีปรากฏการเงาสะท้อนพระเจดีย์เป็นภาพสีเช่นเดียวกับวัดพระธาตุจอมปิง เงาพระเจดีย์จะปรากฏอยู่ตรงที่เดิมไม่เคลื่อนย้ายตลอดทั้งวันตราบเท่าที่ยังมีแสงสว่าง นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่เรียกว่า “พระศากยมุณีคีรีอักโข” ซึ่งมีความสูง 5 วา 2 ศอก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ เป็นที่นับถือของชาวแจ้ห่มมาก โบสถ์เปิดเวลา 07.00-17.00 น. หากใครสนใจงานศิลปะท้องถิ่นมีสัตตภัณฑ์ไม้ไผ่พุทธศตวรรษที่25 สำหรับจุดเทียนบูชาพระประธาน และธรรมมาสน์ไม้ไผ่ศิลปะล้านนา ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์



อำเภอเมืองปาน
อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองปาน อำเภอแจ้ห่มและอำเภอเมืองจังหวัดลำปาง มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีเนื้อที่ประมาณ 592 ตารางกิโลเมตร ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างลำปางและเชียงใหม่ ฤดูที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและมีอากาศเย็นสบาย คือช่วงเดือน พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์
สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ
บ่อน้ำร้อนแจ้ซ้อน มีหลายบ่อตั้งอยู่รวมกันในพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ บริเวณที่ทำการอุทยานฯ สภาพในบ่อน้ำร้อนเต็มไปด้วยโขดหินน้อยใหญ่ น้ำพุร้อนมีกลิ่นกำมะถันอ่อนๆ อุณหภูมิเฉลี่ย 73 องศาเซลเซียส มีบริการห้องอาบน้ำแร่ 11 หลัง ตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ อย่างสวยงาม
น้ำตกแจ้ซ้อน อยู่ถัดจากบ่อน้ำร้อนขึ้นไป 1 กิโลเมตร เป็นธารน้ำตกที่มีแอ่งน้ำรองรับอยู่ตลอดสายมีทั้งสิ้น 6 ชั้น มีต้นกำเนิดจากขุนห้วยแม่มอญ ไหลผ่านหุบเขาสูงชัน นอกจากนี้ยังมีน้ำตกอีก 2 แห่ง คือน้ำตกแม่มอญและน้ำตกแม่ขุน
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแจ้ซ้อน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยเส้นทางจะผ่านจุดสื่อความหมาย 24 จุด ผ่านสภาพป่าและพรรณไม้ที่น่าสนใจหลายชนิด รวมถึงอาจพบสัตว์หายากอย่างนกเขนเทาหางแดงและปลาปุงแห่งลำห้วยแม่มอญด้วยเช่นกัน เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับเยาชนที่ต้องการจะศึกษาธรรมชาติ เยาชนหรือนักท่องเที่ยวจะได้ศึกษาพรรณไม้ต่างๆ เช่น ต้นก๋ง กวาวเครือ หรือ ยางปาย ระบบนิเวศน์ เช่น วงจรชีวิตหนอนรถด่วน และสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบลานน้ำพุร้อน อะไรทำให้เกิดบ่อน้ำพุร้อน ทำไมน้ำพุร้อนทำให้ไข่แดงสุกแต่ไข่ขาวเหลว หรือจั๊กจั่นน้ำแร่ เป็นอย่างไร (จั๊กจั่นน้ำแร่จะมีชุกในช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคม) แอ่งอาบน้ำอุ่นที่เกิดจากน้ำร้อนบ่อน้ำพุร้อนซึ่งมาบรรจบกับน้ำเย็นที่มาจากน้ำตกแจ้ซ้อน ในอดีตชาวบ้านจะแช่อาบน้ำในบ่อน้ำอุ่นนี้ สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในอุทยานฯจะใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองจาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งจะอยู่ในเส้นทางนี้ด้วย สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 60 กิโลวัตต์ หรือขับรถขึ้นไปดูก็ได้ เป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร แต่ต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เพราะสภาพทางค่อนข้างเละและชัน
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่เปียก ระยะทางประมาณ 3.7 กิโลเมตร เป็นเส้นทางวงรอบเลาะเลียบริมลำห้วยแม่เปียก ผ่านจุดสื่อความหมาย 19 จุด ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับความสุนทรีย์และความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ ยังจะได้เข้าใจและรู้จักการนำทรัพยากรจากป่ามาใช้ประโยชน์ด้วย เช่น น้ำมันยางสารพัดประโยชน์ที่นำมาใช้สำหรับเดินเครื่องยนต์จนถึงทำน้ำมันใส่แผล ไผ่ข้าวหลามที่มีเปลือกบางเผาง่าย เมี่ยง(ชา) ที่ใบอ่อนจะนำมานึ่งแล้วหมักทำเป็นเมี่ยงนิยมรับประทานเป็นของว่างใช้ต้อนรับแขกทางภาคเหนือของไทย ยอดอ่อนนำมาอบทำให้แห้งแล้วชงกับน้ำร้อนดื่ม เป็นน้ำชา ซึ่งเมี่ยง(ชา)จะมีสารคาเฟอีนออกฤทธิ์เช่นเดียวกับกาแฟ แหย่ง ใบใช้ห่ออาหารแทนใบตอง หรือนำลำต้นไปตากให้แห้งแล้วสานทำเป็นเสื่อ หรือแม้แต่การสร้างฝายน้ำล้นที่นำไปผลิตไฟฟ้าพลังน้ำสำหรับนำมาใช้ภายในอุทยาน และน้ำที่นำมาใช้ในกระบวนการก็จะปล่อยให้ไหลลงสู่น้ำตกแจ้ซ้อนต่อไป ระหว่างเส้นทางถ้าโชคดีอาจพบหมูป่าและเต่าปูลูที่มีลักษณะไม่เหมือนเต่าทั่วไปและกำลังจะสูญพันธ์ เต่าปูลูมีหางยาวหัวและขาไม่สามารถหดในกระดองเหมือนเต่าทั่วไป มีความสามารถในการปีนป่ายและกินสัตว์จำพวกปูหรือปลา เป็นอาหาร
ในเส้นทางจะพบน้ำตกวังไฮและน้ำตกแม่เปียก ซึ่งน้ำตกแม่เปียกนั้นมี 3 ชั้น และชั้นที่ 3 จะมีความสวยงามที่สุดโดยมีความสูงประมาณ 100 เมตร ด้านล่างบริเวณแอ่งรองรับน้ำจากน้ำตกจะมีกล้วยป่าขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไปทำให้มีความงามไปอีกมุมมองหนึ่ง
ข้อควรปฏิบัติในการเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อเป็นการรักษาสภาพธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไปและรักษาไว้ให้ผู้อื่นได้มีโอกาสชื่นชมในสิ่งที่เราได้เห็น นักท่องเที่ยวควรเดินในทางที่จัดไว้ เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเราเข้าไปทำลายระบบนิเวศน์โดยไม่รู้ตัว และห้ามทิ้งขยะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้บริเวณดูไม่งามตา และยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สัตว์ป่าด้วย เช่น ขวดแก้วแตก หรือเปลือกพลาสติก หากสัตว์กินเข้าไปจะไม่ย่อยและอาจตายได้
ห้องอาบน้ำแร่ อุณหภูมิที่ห้องอาบน้ำแร่จะอยู่ที่ระดับ 39-42 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถใช้แช่อาบได้ ประโยชน์ของการอาบน้ำแร่คือ ช่วยบำบัดความเมื่อยล้าของร่างกาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้ และยังช่วยบรรเทาอาการของโรคเกี่ยวกับกระดูก แต่น้ำแร่จากที่นี่ไม่สามารถใช้ดื่มได้ เพราะยังมีแร่ธาตุบางชนิดสูงกว่ามาตรฐาน ที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนนี้สามารถไปเที่ยวได้ตลอดปี แต่ช่วงฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวมากที่สุด
สิ่งอำนวยความสะดวกในอุทยานฯ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนนอกจากจะได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (tourism awards) ปี 2543 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางธรมชาติยอดเยี่ยมในด้านการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกในอุทยานได้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติแล้ว สภาพแวดล้อมภายในอุทยานฯยังตกแต่งได้อย่างสวยงามไม่แพ้รีสอร์ทเอกชน เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวแบบครอบครัว บ้านพักในอุทยานมีด้วยกัน 11 หลัง พักได้หลังละ 6-20 คนสะอาดและมีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม หรือหากบ้านพักไม่พอบริเวณตั้งเต็นท์ที่จัดไว้ก็น่าพักไม่แพ้กัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บริการไว้ให้ เช่นไฟฟ้า เตาประกอบอาหาร และห้องน้ำสะอาด ค่ากางเต็นท์ คนละ 30 บาท และในอุทยานฯยังมีร้านอาหารสวัสดิการบริการ รายละเอียดติดต่อ กรมป่าไม้ โทร. 0 2579 5734, 0 2579 7223 อุทยานฯแจ้ซ้อน โทร. 0 5422 9000
การเดินทาง อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนอยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 75 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอด มีให้เลือก 2 เส้นทาง คือ
- จากสนามกีฬาประจำจังหวัดไปตามถนนสายลำปาง -ห้างฉัตร (สายเก่า) เลี้ยวขวาที่สามแยกบ้านน้ำโท้งไปตามถนนสาย 1157 ลำปาง-ห้วยเป้ง-เมืองปาน ไปประมาณ 55 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนสาย 1287 เมืองปาน-แจ้ห่ม ไปประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 1252 ข่วงกอม-ปางแฟง อีก 11 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ
- จากตัวเมืองลำปางไปตามทางหลวงหมายเลข 1035 ลำปาง-แจ้ห่ม ระยะทางประมาณ 58 กิโลเมตรเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1287 ซึ่งเป็นทางเข้าไปอำเภอเมืองปาน แล้วเลี้ยวขวาที่สามแยก ใช้ทางหลวงหมายเลข 1252 ไปประมาณ 11 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ มีคิวรถโดยสารประจำทางสายลำปาง-แจ้ซ้อนถึงที่ทำการอุทยานฯอยู่บริเวณถนนตลาดเก่า ราคา 50 บาท จากลำปางมาเที่ยวแรก 8.00-18.00 น. จากแจ้ซ้อนไม่เกิน 09.00 น. หรือเหมารถมาประมาณ 350 บาท ระยะทาง 68 กิโลเมตร

อำเภอวังเหนือ
น้ำตกวังแก้ว เป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งในอุทยานแห่งชาติดอยหลวงซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2533 และครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดพะเยา เชียงรายและลำปาง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,170 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นเขาสูงทอดตัวแนวเหนือ-ใต้ มีดอยหลวงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้นและป่าเต็งรังปะปนกัน มีสัตว์ป่าและนกหลายชนิด ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่บริเวณน้ำตกปูแกง อ.พาน จ.พะเยา
น้ำตกวังแก้ว เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดของจังหวัดลำปาง มีชั้นน้ำตกประมาณ 110 ชั้น แต่เป็นชั้นใหญ่ 7-8 ชั้น เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของน้ำตกจะพบหมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้าที่บ้านป่าคาหลวง และบ้านส้านซึ่งมีทางขึ้นค่อนข้างชัน ที่น้ำตกวังแก้วยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะสั้น 1.4 กิโลเมตร นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมี น้ำตกวังทอง ซึ่งมีลักษณะคล้ายน้ำตกวังแก้ว
ค่าธรรมเนียมเข้าชม เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท สามารถกางเต็นท์ได้แต่ต้องเตรียมเสบียงไปเอง
การเดินทาง ใช้เส้นทางสายลำปาง-แจ้ห่ม-วังเหนือ ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร มีทางเข้าสู่น้ำตกทั้งสองข้างที่ว่าการอำเภอวังเหนือ จากปากทางเข้าสู่น้ำตกวังแก้วเป็นระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นทางลาดยาง ส่วนทางเข้าน้ำตกวังทองจากปากทางใหญ่ที่เข้ามาจะถึงก่อนน้ำตกวังแก้วประมาณ 9 กิโลเมตร แต่เส้นทางที่เข้าไปค่อนข้างลำบากเพราะเป็นถนนลูกรัง หากเดินทางโดยรถประจำทางสามารถโดยสารรถสองแถวสีฟ้าสายลำปาง-วังเหนือมาลงหน้าที่ว่าการอำเภอและต้องเช่ารถต่อเข้าไปยังน้ำตก

อำเภองาว
ศาลเจ้าพ่อประตูผา อยู่ห่างจากตัวจังหวัดลำปางตามเส้นทางสายลำปาง-งาวประมาณ 50 กิโลเมตร ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 649-650 ศาลตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ด้านขวามือ เป็นศาลเล็กๆ ก่ออิฐถือปูน ภายในมีรูปปั้นเจ้าพ่อประตูผาและเครื่องบูชามากมาย บริเวณใกล้เคียงมีศาลพระภูมิเล็กๆ มากมายเรียงรายอยู่ ศาลเจ้าพ่อประตูผานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่สัญจรไปมาบนเส้นทางนี้มักแวะนมัสการและจุดประทัดถวาย
เจ้าพ่อประตูผาเดิมชื่อ พญาข้อมือเหล็ก เป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน เป็นทหารเอกของเจ้าผู้ครองนครลำปาง ครั้งหนึ่งได้ทำการต่อสู้กับพม่าที่ช่องประตูผาจนกระทั่งถูกรุมแทงตายในลักษณะถือดาบคู่ยืนพิงเชิงเขา ทหารพม่ากลัวจึงไม่กล้าบุกเข้าไปตีนครลำปาง ด้วยเหตุนี้เอง ชาวบ้านจึงเกิดศรัทธาและเคารพสักการะโดยตั้งศาลขึ้นบูชาเป็นที่นับถือของชาวลำปาง
แหล่งโบราณคดีค่ายประตูผา อยู่บริเวณเดียวกับศาลเจ้าพ่อประตูผา ครอบคลุมพื้นที่บริเวณหน้าผาเทือกเขาหินปูนด้านทิศตะวันออก อันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อประตูผา จุดผ่านสำคัญทางประวัติศาสตร์ของนครลำปาง มีภาพเขียนสีที่กล่าวกันว่ายาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อายุกว่า 3,000 ปี แบ่งเป็น 7 กลุ่ม ภาพบางส่วนค่อนข้างลบเลือนหมดแล้ว หลงเหลือพอให้เห็นได้เพียง 1,872 ภาพ ส่วนมากเป็นภาพมือ คน สิ่งของเครื่องใช้สัตว์ พืช และภาพเชิงสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณด้วย พื้นที่ใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของค่ายฝึกการรบพิเศษประตูผา มีการจัดเดินป่าเชิงอนุรักษ์ กระโดดหอ การฝึกแบบทหาร และวิทยากรนำชมแหล่งโบราณคดีฯ
อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท มีเนื้อที่ประมาณ 758,750 ไร่ ลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยผืนป่าอุดมสมบูรณ์ของป่าสงวนแห่งชาติ 9 แห่งในอำเภอต่างๆ ได้แก่ อำเภอเมือง งาว แม่เมาะ และแจ้ห่ม จุดสูงสุดอยู่ที่ยอดดอยแม่ขวัญซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,253 เมตร พื้นที่อุทยานแห่งชาตินี้ยังเป็นทางน้ำไหลลง ทางด้านตะวันตกไหลลงสู่แม่น้ำวัง ทางด้านตะวันออกไหลลงสู่แม่น้ำงาวซึ่งไหลต่อไปสมทบแม่น้ำยมที่ทางตอนเหนือของอำเภอสองจังหวัดแพร่
ลักษณะภูมิอากาศของอุทยานฯ มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 26 องศาเซลเซียส อากาศเย็นที่สุดอยู่ในช่วงเดือนมกราคม ปกติฝนจะตกหนักในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานฯ
ถ้ำผาไท สันนิษฐานว่าถูกค้นพบโดยพรานป่าล่าสัตว์ หรือจากการสำรวจเส้นทางหลวงแผ่นดิน ภายในถ้ำเป็นโถงขนาดใหญ่ที่เกิดจากภูเขาหินปูนอายุไม่น้อยกว่าเก้าล้านปี ยาวลึกจากปากถ้ำเข้าไปประมาณ 1,150 เมตร ตลอดเส้นทางอุทยานฯได้ติดตั้งไฟให้สว่างเพื่อสะดวกสำหรับเดินชมหินงอกหินย้อยที่มีอยู่มากมายในถ้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เคยเสด็จประพาสเมื่อปี พ.ศ. 2469 ดังปรากฏหลักฐานพระปรมาภิไธยย่อ ปปร. ภายในถ้ำ ค้างคาวจำนวนมากได้อาศัยถ้ำแห่งนี้เป็นที่อาศัย บริเวณใกล้เคียงมีถ้ำโจรและถ้ำเสือที่มีประวัติเก่าแก่ สามารถเดินถึงได้จากถ้ำผาไท
ถ้ำโจร เป็นถ้ำขนาดเล็ก มี 3 ห้อง งดงามด้วยม่านหินย้อยในแต่ละโถงถ้ำ เล่ากันว่าอดีตเคยเป็นที่อาศัยของโจรมาก่อน
หล่มภูเขียว มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่บนภูเขามีลักษณะคล้ายปล่องภูเขาไฟ น้ำในแอ่งลึกมากจนมองเห็นน้ำในแอ่งเป็นสีเขียว มีปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การเดินทาง ใช้เส้นทางรถยนต์จากหมู่บ้านอ้อน เป็นระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร
น้ำตกแม่แจ้ฟ้า หรือน้ำตกตาดเหมย ตั้งอยู่ห่างจากบ้านทุ่งฮ้าง หมู่ 1 ตำบลทุ่งผึ้ง อำเภอแจ้ห่ม เป็นทางรถยนต์เข้าไปประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีน้ำใสสะอาดไหลลงแอ่งน้ำรองรับลงมาเป็นชั้น มีความสูงรวม 9 ชั้น แต่ละชั้นงดงามด้วยสายน้ำสีเขียวมรกต ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของน้ำตกบนภูเขาหินปูน
ภาพเขียนประวัติศาสตร์บ้านห้วยหก เป็นภาพเขียนสีแดงของกลุ่มคนเดินเรียงแถว มีอายุประมาณ 2,000-3,000 ปี เป็นยุคสังคมเร่ร่อน และลักษณะของภาพเขียนดังกล่าวไม่ค่อยได้พบเห็นมากนักในประเทศไทย สามารถเดินเท้าจากหมู่บ้านห้วยหก ระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร
น้ำตกแม่เก้ อยู่ห่างจากบ้านแม่เก้ อำเภองาว ประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ เกิดจากลำห้วยแม่เก้ ถาโถมจากผาหินเกิดเป็นชั้นน้ำตกที่งดงามท่ามกลางไม้ใหญ่ร่มรื่น
การเดินทาง ถ้ำผาไทตั้งอยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เป็นเส้นทางจากตัวจังหวัดลำปาง-เชียงราย อยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 665 ห่างจากตัวจังหวัดลำปางมาทางจังหวัดพะเยา ประมาณ 65 กิโลเมตร หรือจะเดินทางโดยใช้เส้นทางสาย แพร่-งาว-เชียงราย ก่อนถึงอำเภองาว แยกซ้ายเข้าสู่จังหวัดลำปางประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท
ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก อุทยานฯ มีพื้นที่กางเต็นท์และบ้านพักรับรอง 2 หลัง สำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 25 คน แต่ไม่มีร้านอาหารบริการ นักท่องเที่ยวต้องเตรียมอาหาร และเครื่องนอนไปเอง
ศูนย์ศิลปะชุมชนเมืองงาว หรือ บ้านจ้างหลวง (ช้างหลวง) ตั้งอยู่ที่ 33 หมู่ 9 บ้านข่อย ตำบลบ้านร้อง ก่อตั้งโดย ครูคำอ้าย เดชดวงตา เป็นที่รวบรวมงานไม้แกะสลักซึ่งเป็นผลงานของผู้ก่อตั้ง เรือนเก็บงานแกะสลักเป็นเรือนไม้หลังใหญ่ดูคล้ายช้าง แทบทุกส่วนของอาคารออกแบบตกแต่งด้วยศิลปะที่กลมกลืน และเคยใช้เป็นที่จัดแสดงผลงานไม้แกะสลักของครูคำอ้าย แต่เป็นที่น่าเสียได้ที่ปัจจุบันอาคารหลังนี้ได้ถูกไฟไหม้ไป ทำให้ผลงานถูกไหม้ไฟไปประมาณ 50-60 ชิ้น
ครูคำอ้ายตั้งใจที่จะใช้ที่นี่เป็นโรงเรียนฝึกอบรมและสอนงานศิลปะ โดยเฉพาะงานประติมากรรมไม้แกะสลักเพื่อสร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น โดยศูนย์ได้รับการอนุญาตให้จัดตั้งเป็นสถาบันจากกระทรวงศึกษาธิการ ผู้สนใจติดต่อ โทร. 0 5422 0380, 0 5436 5229
การเดินทาง ใช้เส้นทางสายงาว-พะเยา(ทางหลวงหมายเลข 1) เลยตัวอำเภองาวไปตามทางหลวงเส้นเดิมประมาณ 20 กิโลเมตร ศูนย์ฯจะอยู่ทางฝั่งขวามือ หากเดินทางจากตัวเมืองใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

อำเภอสบปราบ
อุทยานแห่งชาติดอยจง มียอดดอยจงเป็นยอดดอยที่สูงที่สุด เคยเป็นสถานีโทรคมนาคมของกองทัพอากาศมาก่อน แต่หลังจากที่กองทัพอากาศสร้างสถานีเรดาร์ที่ยอดดอยอินทนนท์ สถานีที่นี่จึงได้ยกเลิกไป และอุทยานได้เข้ามาดูแลต่อ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุกวัน จากบนสันเขามองลงไปเห็นท้องนากว้างใหญ่ของอำเภอสบปราบและอำเภอเกาะคา ทางขึ้นกับทางลงเป็นคนละเส้นกัน ทางลงชันมากและพื้นที่เป็นก้อนกรวดเล็กๆ ขาขึ้นใช้เวลาเดินเท้านานกว่า 5 ชั่วโมง ทางลงจะผ่านสันป่าเกี๊ยะ ซึ่งมีต้นสนสองใบและสนสามใบขึ้นอยู่หนาแน่นกว่าบริเวณอื่น เหมาะที่จะค้างแรมถ้ามีเวลา
การเดินทางขึ้นยอดดอยจง ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง เตรียมเสบียง เต็นท์ ถุงนอน และสัมภาระส่วนตัวไปเอง แต่เพื่อไม่ให้เหนื่อยเกินไปอาจใช้เวลาเดินขึ้น 2 วัน โดยคืนแรกพักที่สันป่าเกี๊ยะ ซึ่งเป็นป่าสนสองใบและสนสามใบ รุ่งเช้าเดินขึ้นยอด คืนที่สองพักบนยอดดอยจง สายๆ เตรียมตัวเดินลง
บนสันเขาปกคลุมไปด้วยป่าก่อสลับต้นสนเป็นระยะ พื้นล่างเต็มไปด้วยต้นกระเจียวที่ออกดอกสีชมพูในช่วงต้นฤดูฝน ดอกไม้อีกชนิดที่โดดเด่นและทางอุทยานฯ นำไปเป็นสัญลักษณ์ คือ กล้วยไม้ฟ้ามุ่ย ที่นี่มีสีของดอกสวยสดกว่าแหล่งอื่นๆ ในประเทศ
ผากาน อยู่ห่างจากยอดดอยจงประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นทางดิ่งลงเขาตลอด เป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับดูนก เป็นผาหินปูนแหลมคมการปีนขึ้นต้องใช้ความระมัดระวัง จากบนผามองเห็นผืนป่าและทิวเขาทอดตัวยาว ทางด้านหลังมองเห็นยอดดอยจงอยู่สูงกว่าระดับสายตา
จุดชมทิวทัศน์ป่าแม่อาบ บริเวณสองข้างทางถนนสายเถิน-ลี้ ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 13-26
น้ำตกแม่งาช้าง เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝนสูงประมาณ 12 เมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 2 กิโลเมตร ในท้องที่ตำบลนายาง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง
น้ำตกตาดปู่หล้า เป็นน้ำตกขนาดเล็ก 2 ชั้น มีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 1 กิโลเมตร ในท้องที่ตำบลนายาง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง
ผาข้าง อยู่ตรงข้ามที่ทำการอุทยานฯ เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ริมอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ยอง บนเขามองลงมาเห็นอ่างเก็บน้ำ ที่ทำการอุทยานฯ และทิวเขาสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง
นอกจากนี้ยังมีถ้ำและน้ำตกอื่นๆ ที่เพิ่งจะสำรวจพบแต่ยังไม่ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เช่น น้ำตกห้วยแม่ปู น้ำตกห้วยค่าง ผายอง ถ้ำห้วยแดง ถ้ำก้นหอย และถ้ำแม่เก่ง
สิ่งอำนวยความสะดวก เนื่องจากยังไม่ได้รับการจัดตั้งเป็นทางการ ทางอุทยานฯจึงยังไม่มีบ้านพักและร้านอาหารบริการ แต่สามารถกางเต็นท์ได้ โดยต้องนำมาเอง สำหรับเรื่องอาหารการกิน ในตัวอำเภอ สบปราบมีร้านอาหารอยู่บ้าง มีตลาดขายของสดตอนเช้ามืดและตอนเย็นหากต้องการซื้อของสดไปทำอาหารเอง ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงแต่ตอนกลางคืนใช้ไฟปั่น น้ำใช้ในห้องน้ำเป็นน้ำจากลำห้วยแม่งาช้าง
การเดินทาง ที่ทำการอุทยานฯตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ตามทางหลวงหมายเลข 1 ถึงที่ว่าการอำเภอสบปราบ เมื่อเลยไปประมาณ 500 เมตร มีทางเลี้ยวซ้ายตรงป้ายนาปราบ (หากมาจากลำปางทางเข้าจะอยู่ทางขวา ระหว่างกิโลเมตรที่ 549-550) เลี้ยวไปตามถนนคอนกรีตราว 7.5 กิโลเมตรจะมีป้ายของอุทยานฯให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 6 กิโลเมตร ถนนช่วงนี้เป็นทางลูกรังค่อนข้างสมบุกสมบัน ควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อหรือรถปิกอัพ สุดถนนคือที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ยอง

อำเภอเถิน
อุทยานแห่งชาติแม่วะ ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 เป็นต้นกำเนิดของน้ำตกแม่วะ มีพื้นที่ 368,125 ไร่ หรือ 589 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลต่างๆ ในอำเภอเถิน อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อำเภอสามเงา อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก
ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงติดต่อกัน โดยมีดอยตาจี่เป็นยอดเขาสูงสุด มีความสูงประมาณ 1,027 เมตร จากระดับน้ำทะเล สภาพป่าแตกต่างกันไปตามระดับความสูงของพื้นที่ เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และดิบแล้ง ลักษณะสัณฐานของเทือกเขาในอุทยานจะเป็นที่ราบเป็นแนวยาวไปตามสันเขา มีต้นไม้ขนาดใหญ่และพืชสมุนไพรอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งกล้วยไม้และดอกไม้นานาชนิด ที่นี่ยังมีความหลากหลายทางกายภาพ ทั้งชนิดของดิน และสภาพป่าทำให้พืชและสัตว์ต่างๆ อาศัยอยู่หลายชนิด แต่ที่น่าสนใจคือกิ้งก่าบินที่ปัจจุบันจะพบเห็นได้ยาก แต่ยังพบเห็นได้ในอุทยานแห่งชาติแม่วะ ในระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ป่างามมากที่สุด เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ป่า ยอดเขาจะมีหมอกปกคลุม น้ำตกและลำห้วยจะมีน้ำไหลแรง นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนในช่วงเดือนนี้
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานฯ มีน้ำตกแม่วะ จัดเป็นน้ำตกที่สูงมากแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง ที่สำรวจแล้วมี 12 ชั้น ชั้นที่สูงที่สุดมีความสูงประมาณ 100 เมตร มีชื่อว่า “ตาดหลวง” แต่ช่วงหน้าแล้งน้ำจะแห้ง นอกจากนั้นยังมีน้ำตกที่รอการสำรวจอีกหลายแห่ง และมีถ้ำอยู่มากมายทั้งที่ทำการสำรวจแล้ว เช่น ถ้ำน้ำผ่าผางาม และกำลังจะทำการสำรวจเพิ่มเติม
ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก มีบริการบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ
การเดินทาง จากลำปางมาตามทางหลวงหมายเลข 1 เลยอำเภอเถินมาประมาณ 17 กิโลเมตร ถึงหลัก กม.ที่ 498-497 จะมีทางแยกขวามือข้างโรงเรียนแม่วะวิทยาเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร ที่ทางแยกซ้ายมือเป็นทางคอนกรีตไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วะ ซึ่งอยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำของหมู่บ้าน
หากเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางให้ลงที่ป้อมตำรวจแม่วะ จะมีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เข้ามาที่อุทยานฯราคาไม่เกิน 30 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่อุทยานแห่งชาติแม่วะ ตำบลแม่วะ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง 52230

Source : tourismthailand.org